<<  ความรู้ด้านสาธารณสุข >>

 


ดูแลผู้พิการทางร่างกาย

        สำหรับอาสาสมัครหรือนายจ้างที่ต้องการรับคนพิการเข้าทำงาน ซึ่งมักเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้พิการทางร่างกายในชีวิตประจำวัน การดูแลหรือการปฏิบัติตนต่อผู้พิการอาจเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยนัก หลักปฏิบัติดังต่อไปนี้ช่วยให้คุณสามารถปฏิบัติตนต่อผู้พิการทางร่างกายได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

        1. ไม่เคลื่อนย้ายสิ่งของของคนพิการ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการ เช่น เครื่องช่วยเดิน ไม้ค้ำยัน ไม้เท้า เก้าอี้เข็น เป็นต้น ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ให้ถามก่อนเสมอว่าจะให้เคลื่อนย้ายหรือนำไปวางที่ใดการใช้เก้าอี้เข็นควรมีหลักปฏิบัติ ดังนี้

        2. วิธีใช้เก้าอี้เข็น ให้กางที่รองนั่ง ดึงที่วางแขนหรือด้านข้างทั้ง 2 ด้านของเก้าอี้เพื่อให้ที่รองนั่งกางออก เมื่อต้องการเก็บ ให้ดึงส่วนกลางของที่รองนั่งพับขึ้น แล้วดึงด้านข้างของเก้าอี้มาชิดกัน
          2.1 วิธีล็อกล้อเก้าอี้เข็น เมื่อคนพิการนั่งเก้าอี้เข็นต้องการหยุดการเดินทาง ควรช่วยล็อกล้อของเก้าอี้เข็น โดยปรับที่ล็อกซึ่งอยู่ใกล้กับล้อทั้ง 2 ข้าง
          2.2 วิธีเข็นเก้าอี้เข็น ให้จับที่คันจับ หรือมือจับของเก้าอี้เข็นทั้ง 2 ข้าง ซึ่งอยู่ทางด้านบนของพนักเก้าอี้ด้านหลังของคนพิการ และเข็นไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ในอัตราเร็วสม่ำเสมอ ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป สำหรับการเข็นลงทางลาด หากคนพิการไม่แข็งแรงหรือไม่สามารถพยุงตัวให้มั่นคงได้ ให้เข็นโดยให้คนเข็นเดินหันหลังลงทางลาด และดึงเก้าอี้เข็นตามลงมาเพื่อป้องกันไม่ให้หล่นจากเก้าอี้ โดยเฉพาะคนพิการที่ไม่มีสายรัดตัวให้ติดกับเก้าอี้ หากจำเป็นต้องเดินหันหน้าลง ให้ใช้มือหนึ่งประคองหน้าอกคนพิการไว้ เพื่อไม่ให้ล้ม ในกรณีที่ต้องเข็นในที่ขรุขระ ให้ยกล้อหน้าขึ้นด้วยการเหยียบแท่งเหล็กใต้เก้าอี้ด้านหลัง พร้อมกับการยกล้อหน้าขึ้น และเข็นไปตลอดทางขรุขระ สำหรับการเข็นขึ้นทางเท้าหรือทางต่างระดับ ให้ยกล้อหน้าขึ้นไปก่อนด้วยการเหยียบแท่งเหล็กใต้เก้าอี้ด้านหลัง แล้วยกล้อหลังตามขึ้นไป การเข็นลงทางเท้าหรือทางต่างระดับ ใช้วิธีให้คนเข็นเดินหันหลังลงจากทางต่างระดับพร้อมกับดึงล้อหลังลงก่อน แล้วจึงดึงล้อหน้าตามลงมา
          2.3 วิธียกเก้าอี้เข็น การยกเก้าอี้เข็นขึ้น-ลงบันได หรือข้ามสิ่งกีดขวาง ควรใช้คน 2-4 คน โดยจับที่ด้านข้างของเก้าอี้เข็นข้างละ 1 คน และจับที่มือจับของเก้าอี้เข็นทางด้านหลังของเก้าอี้อีก 1 คน

        3. การใช้ไม้ค้ำยันและไม้เท้าควรมีหลักปฏิบัติ ดังนี้
           คนพิการที่ใช้ไม้ค้ำยันหรือไม้เท้าส่วนใหญ่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง ยกเว้น ถ้าทางเดินขรุขระหรือลื่น ผู้ดูแลควรเดินตามหลังใกล้ๆ เพื่อคอยเฝ้าระวังและเข้าช่วยทันทีหากคนพิการเดินไม่มั่นคง นอกจากนี้ เมื่อต้องขึ้นบันได คนพิการบางคนสะดวกในการจับราวบันไดเดินขึ้นไปเอง ดังนั้น ผู้ดูแลควรช่วยรับไม้ค้ำยันหรือไม้เท้ามาถือและเดินตามไปส่งไม้เท้าหรือไม้ค้ำยันให้เมื่อขึ้นบันไดเรียบร้อยแล้ว

        4. วิธีเคลื่อนย้ายคนพิการ ต้องยกคนพิการและเคลื่อนย้ายตามวิธีที่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการแนะนำเท่านั้น เนื่องจากการเคลื่อนย้ายคนพิการอย่างไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดอันตรายได้มาก ทั้งนี้ การเคลื่อนย้าย อาจใช้คนเพียง 2 คน โดยยกเก้าอี้เข็นที่ด้านหน้าและด้านหลัง ด้านละ 1 คน

        5. การช่วยคนพิการด้านร่างกายระหว่างรับประทานอาหารมีหลักปฏิบัติ ดังนี้
           5.1 ถ้าคนพิการมองไม่เห็นอาหาร ให้บอกว่ามีอาหารอะไรบ้าง
           5.2 ในกรณีที่คนพิการไม่สามารถตักอาหารด้วยตนเองได้ ให้ช่วยยกจานอาหารให้คนพิการตัก หรือช่วยตักอาหารให้
           5.3 หากคนพิการไม่สามารถตัดหรือแบ่งอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ ควรช่วยเหลือ
           5.4 หากคนพิการไม่สะดวกที่จะตักอาหารใส่ปาก ควรช่วยป้อนอาหารให้ โดยควรใช้วิธีตามที่คนพิการหรือผู้คุ้นเคยกับคนพิการแนะนำ

        6. ควรช่วยเหลือคนพิการด้านร่างกายให้สามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร ได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไปได้ เช่น ช่วยอ่านหนังสือ เอกสาร บทความ หรือข้อมูลต่างๆ ให้ฟัง ติดป้ายประกาศต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่คนพิการนั่งเก้าอี้เข็นอ่านได้สะดวกชัดเจน เป็นต้น

        7. พูดคุยกับคนพิการด้วยวิธีการที่เหมาะสม ในกรณีที่คนพิการมีปัญหาในการพูด เช่น ศีรษะเอียง ปากเบี้ยว มีปัญหาในการพูด พูดช้า หรือพูดไม่ชัด ควรปฏิบัติดังนี้
           7.1 ยืนตรงหน้าคนพิการทุกครั้งก่อนการทักทายหรือพูดคุย
           7.2 พูดทักทายหรือสนทนากับคนพิการด้วยภาษาธรรมดาและน้ำเสียงปกติ
           7.3 พยายามเข้าใจสิ่งที่คนพิการพูด และฟังจนพูดจบ ไม่ควรแย่งพูด หรือพูดแซง
           7.4 ช่วยอุดหนุน ผลิตภัณฑ์และบริการของคนพิการ รวมทั้งรับคนพิการเข้าทำงานตามความสามารถ
           7.5 ช่วยส่งเสริมการปรับสภาพแวดล้อมให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น ทางลาด ราวจับ ลิฟต์ เบรลล์บล็อกสำหรับผู้พิการทางสายตา เป็นต้น
          7.6 ให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ตามที่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการด้านร่างกายร้องขอ


แนวทางการดูแลผู้สูงอายุ

         1.  เลือกอาหาร  โดยวัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล  และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา  และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด  ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก  ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง  ผัก ผลไม้  ธัญพืชต่างๆ  และควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ทอด จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้  นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด  เค็มจัด  และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย  6 – 8 แก้วต่อวัน

          2.  ออกกำลังกาย   หากไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง  จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อยๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้น จนถึงระดับที่ต้องการ ทำอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ และค่อย ๆ หยุด เพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว

          3. สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์  จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ๆสถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีการปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้

           4. หลีกเลี่ยงอบายมุข  ได้แก่ บุหรี่และสุรา จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือลดความรุนแรงของโรคได้  ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการรักษา  และยังช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ  อาชญากรรมต่างๆ อันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในขณะนี้

           5.  ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ ส่งเสริมสุขภาพให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม

           6.  ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน  โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว  ลดปัญหาการหกล้ม  และความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ  เช่น  โรคข้อเข่าเสื่อม  และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น        

            วิธีประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่  โดยคำนวณจากดัชนีมวลกายหรือเรียกสั้น ๆ ว่า BMI (body mass index)  ถ้าน้ำหนักตัวเกิน ค่า BMI   จะอยู่ระหว่าง 23 - 24.9 กิโลกรัม/เมตร2   แต่ถ้าอ้วนล่ะก็  ค่า BMI จะตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/เมตร2 ขึ้นไป
                         สูตร ดัชนีมวลกาย(BMI)  = น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)           
                                                                    ส่วนสูง (เมตร)2
ตัวอย่าง   ผู้สูงอายุ   หนัก 67 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร 
                               ดัชนีมวลกาย(BMI)     =   67               
                                                                    (1.6) 2 
                                                                =  26.17   ถือว่าเข้าข่ายอ้วน

           7.  หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม  เช่น การซื้อยากินเอง  การใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือรับยาจากผู้อื่นมาใช้  เนื่องจากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาหรือผลข้างเคียง  อาจมีแนวโน้มรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุด

          8.  หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย   เช่น คลำได้ก้อน โดยเฉพาะก้อนโตเร็ว  แผลเรื้อรัง  มีปัญหาการกลืนอาหาร  กลืนติด  กลืนลำบาก  ท้องอืดเรื้อรัง  เบื่ออาหาร น้ำหนักลด  ไอเรื้อรัง  ไข้เรื้อรัง  เหนื่อยง่าย  แน่นหน้าอกหรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ  มีอาการท้องเสียเรื้อรัง  ท้องผูกสลับท้องเสีย  ถ้าอย่างนี้ล่ะก็พามาพบแพทย์ดีที่สุด

           9. ตรวจสุขภาพประจำปี   แนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี  หรืออย่างน้อยทุก 3 ปี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ  ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ  เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง  ตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่  มะเร็งลำไส้  มะเร็งเต้านม  มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น  การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

          นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจก็เป็นสิ่งสำคัญ  การทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี  ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากจนเกินไป  รวมถึงการเข้าใจและยอมรับตนเองของท่านและผู้อื่น  จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง ว่าแต่อย่าลืมทำกันนะครับ จะดีต่อผู้สูงอายุในบ้านและครอบครัว

 


เบาหวาน ( diabetes )

          เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โรคเบาหวานนี้เปรียบเทียบได้ง่ายๆ โดยเปรียบร่างกายเราเป็นระบบปั๊มน้ำ และน้ำในระบบก็คือเลือดของเราโดยปรกติแล้วปั๊มน้ำก็จะทำงานอย่างปรกติ แต่เมื่อมีการทำให้น้ำในระบบเกิดความข้นขึ้น(ก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำ) น้ำในระบบก็จะมีความหนืดขึ้น ปั๊ม(หัวใจ)ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น ท่อน้ำ(หลอดเลือด)ก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น ดังนั้นคนที่เป็นโรคเบาหวานก็จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆเพิ่มขึ้นได้
ปี 2550 พบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย
เบาหวาน เป็นโรคที่เป็นกันมากขึ้นทุกปีจนมีการกำหนดให้วันที่ 14 พฤษจิกายน ของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลกเพื่อให้มีการรณรงค์ป้องกันให้เป็นที่แพร่หลายขึ้น

     อินซูลิน กับ เบาหวาน

          อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน มีหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายเพื่อใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่างๆ โดยปรกติแล้วเมื่อมีน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดตับอ่อนก็จะถูกกระตุ้นให้หลั่ง อินซูลิน แล้วอินซูลินก็จะเข้าจับน้ำตาลเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งร่างกายมี อินซูลิน ไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

     ประเภทของ เบาหวาน

         เบาหวาน สามารถแบ่งออกได้เป็น2ชนิด ได้แก่
           โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ ซึ่งสร้างอินซูลินในส่วนของตับอ่อนทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลิน หรือสร้างได้น้อยมาก ดังที่เรียกว่า โรคภูมิต้านทานตัวเอง หรือ ออโตอิมมูน(autoimmune) ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว และถ้าเป็นรุนแรง จะมีการคั่งของสารคีโตน(ketones) สารนี้จะเป็นพิษต่อระบบประสาททำให้หมดสติถึงตายได้ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็น เบาหวาน ที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ สาเหตุที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวกับ พันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะ น้ำหนักตัวมาก และขาดการออกกำลังกาย มีลูกดก อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น เซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ เนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว โดยอาจจะใช้ยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ เบาหวาน ยังมีสาเหตุมาจากการใช้ยาด้วย เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด

   อาการเบื้องต้นของ เบาหวาน

      ผู้เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการเบื้องต้นคือ
  1. ปวดปัสสาวะบ่อย ครั้งขึ้น เนื่องจากในกระแสเลือดและอวัยวะต่างๆมีน้ำตาลค้างอยู่มาก ไตจึงทำการกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน สังเกตุจากการที่มีมดมาตอมปัสสาวะ จึงเป็นที่มาของการเรียก เบาหวาน
  2. ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น
  3. กระหายน้ำ และดื่มน้ำในปริมาณมากๆต่อครั้ง
  4. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
  5. เบื่ออาหาร
  6. น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน อันเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปสร้างพลังงานได้เต็มที่จึงต้องนำไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ทดแทน
  7. ติดเชื้อบ่อยกว่าปรกติ เช่นติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร สังเกตุได้จากเมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายยาก
  8. สายตาพร่ามองไม่ชัดเจน
  9. อาการชาไม่ค่อยมีความรู้สึก เนื่องมาจากเบาหวานจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมสมรรถภาพลงความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกจึงถดถอยลง
  10. อาจจะมีอาการของโรคหัวใจ และโรคไต

    การป้องกันการเป็นเบาหวาน

    1. ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอันจะก่อให้เกิดโรคเบาหวาน
    2. ควบคุมโภชนาการ ให้มีความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย รวมไปจนถึงการใช้ยารักษาโรค
    3. ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ โดยปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจเช็คเมื่อใด และ ระยะเวลาห่างในการตรวจที่เหมาะสม
    4. ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพร อาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด จะต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยา หรือ สมุนไพร เหล่านี้